องค์การบริหารส่วนตำบลนากอก    ตำบลนากอก อำเภอศรีบุญเรือง จังหวัดหนองบัวลำภู  A    A
Loading images...

องค์การบริหารส่วนตำบลนากอก ยินดีต้อนรับ    "ปลอดภัยในชีวิต เศรษฐกิจพอเพียง การเมืองโปร่งใส น้ำไหลไฟสว่าง หนทางสะดวก"    องค์การบริหารส่วนตำบลนากอก ยินดีต้อนรับ   

ตราสัญลักษณ์
  

NaKok Subdistrict Administrative Organization 

 

สายตรงติดต่อเรา

042 - 315- 850

 
Language:
Access มุมสมาชิก
 
   Access to management
User
Password
ประเภท
แผนพัฒนาท้องถิ่น
 
ข้อมูลสารสนเทศ
 
ระบบสารสนเทศ E-SERVICE คลังความรู้
ITA พื้นฐาน
 
แบบสำรวจ โพล โหวต
ความพึงพอใจของคุณต่อการให้บริการ ขององค์การบริหารส่วนตำบลนากอก
  • พอใจมากที่สุด
  • พอใจมาก
  • พอใจ
  • ควรปรับปรุงในบางส่วน
  • ไม่พอใจ

สนง.คณะกรรมการข้อมูลข่าวสาร || ไทยรัฐ | เดลินิวส์ | มติชน | คม ชัด ลึก | ห้องสมุดรอบโลก | สวทช. ธรรมะไทย | รักบ้านเกิด | พระไตรปิฎกออนไลน์ | ธรรมะจักร  | กัลยาณมิตร | สสส. | วิชาการ.คอม | ทรูปลูกปัญญา | ลานธรรมเสวนา | เบอร์ติดต่อ 042-315-850

 
 
 
Statistic & Counter

ขณะนี้ออนไลน์: 2 คน

สถิติวันนี้:      3 คน

สถิติเดือนนี้:   8146 คน

สถิติปีนี้:        138426 คน

สถิติทั้งหมด: 529188 คน

กลับ
สินเชื่อมี บสย. ค้ำประกัน กับไม่มี บสย. แบบไหนเหมาะกับธุรกิจมากกว่า?
 

 

เวลาผู้ประกอบการมองหาสินเชื่อเพื่อธุรกิจ มักพบทางเลือกที่พูดถึง “บสย. ค้ำประกัน” ควบคู่กับสินเชื่อที่ไม่มี บสย. เข้ามาค้ำประกัน จึงเกิดคำถามว่าแบบไหนดีกว่า แบบไหนมีต้นทุนต่ำกว่า และกิจการของเราควรเลือกทางใด

ก่อนเปรียบเทียบ มีเรื่องหนึ่งที่ควรทำความเข้าใจให้ตรงกันก่อน

คำว่า “สินเชื่อไม่ค้ำประกัน” ในบทความนี้หมายถึงสินเชื่อที่ไม่มี บสย. เข้ามาเป็นผู้ค้ำประกัน ไม่ได้หมายความว่าทุกกรณีจะต้องเป็นสินเชื่อแบบไม่มีหลักทรัพย์ หรือไม่มีผู้ค้ำประเภทอื่นเลย

กิจการบางแห่งอาจไม่ได้ใช้ บสย. เพราะมีฐานะทางการเงินแข็งแรง มีประวัติเครดิตดี มีหลักประกันเพียงพอ หรือมีโครงสร้างอื่นที่สถาบันการเงินยอมรับอยู่แล้ว

ดังนั้น การเปรียบเทียบที่ถูกต้องจึงไม่ควรถามว่า

“บสย. ดีกว่าหรือไม่ใช้ บสย. ดีกว่า”

แต่ควรถามว่า

ธุรกิจของเรา “ขาดอะไร” ในวันที่ยื่นขอสินเชื่อ SME

ถ้าคำตอบคือขาดหลักประกัน ทั้งที่รายได้และกระแสเงินสดของกิจการยังดี การมี บสย. เข้ามาช่วยค้ำประกันอาจมีความหมายมาก

แต่ถ้ากิจการมีเครดิตแข็งแรงอยู่แล้ว การเพิ่มโครงสร้างค้ำประกันอาจไม่ใช่สิ่งจำเป็นที่สุด

แบบมี บสย. เหมาะกับธุรกิจที่ “กิจการดี แต่หลักประกันตามไม่ทัน”

ลองนึกถึงบริษัทจำหน่ายสินค้าแห่งหนึ่ง เปิดกิจการมา 5 ปี มียอดขายเฉลี่ยประมาณ 2.5 ล้านบาทต่อเดือน รายได้ส่วนใหญ่เข้าบัญชีบริษัท และมีลูกค้าประจำค่อนข้างชัดเจน

บริษัทต้องการวงเงินเพิ่มประมาณ 1.5 ล้านบาท เพื่อซื้อสินค้าเพิ่มรองรับยอดขายที่โตขึ้น

ปัญหาคือสำนักงานและคลังสินค้าเป็นพื้นที่เช่า เจ้าของไม่ได้ต้องการนำบ้านส่วนตัวมาใช้ และบริษัทเองไม่มีอสังหาริมทรัพย์มูลค่าสูง

ในกรณีแบบนี้ ปัญหาหลักอาจไม่ได้อยู่ที่ว่า “ธุรกิจไม่มีรายได้”

แต่อยู่ที่ว่า กิจการมีหลักประกันไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับวงเงินที่ต้องการ

นี่เป็นสถานการณ์ที่กลไกค้ำประกันของ บสย. เข้ามามีบทบาท เพราะช่วยให้สถาบันการเงินมีเครื่องมือเพิ่มเติมสำหรับรองรับความเสี่ยงบางส่วน

แต่สิ่งสำคัญที่ควรจำคือ การมี บสย. ไม่ได้ทำให้รายได้ของบริษัทเพิ่มขึ้น ไม่ได้ทำให้ลูกหนี้จ่ายเร็วขึ้น และไม่ได้ทำให้ธุรกิจที่กระแสเงินสดติดลบกลายเป็นกิจการที่มีความสามารถในการชำระทันที

สถาบันการเงินยังต้องดูข้อมูลกิจการตามปกติ

ดังนั้น แบบมี บสย. จึงเหมาะที่สุดเมื่อปัญหาอยู่ที่ Collateral Gap หรือช่องว่างด้านหลักประกัน มากกว่าปัญหาเรื่องความสามารถในการดำเนินธุรกิจ

แบบไม่มี บสย. เหมาะกับกิจการที่โครงสร้างทางการเงินแข็งแรงอยู่แล้ว

อีกด้านหนึ่ง สมมติบริษัท B มียอดขายเฉลี่ยเดือนละ 5 ล้านบาท เปิดกิจการมาหลายปี มีผลประกอบการค่อนข้างสม่ำเสมอ Statement สะท้อนรายได้ชัด และภาระเดิมไม่สูง

หากกิจการมีหลักประกันที่เหมาะสม หรือข้อมูลเครดิตกับกระแสเงินสดแข็งแรงเพียงพอ สถาบันการเงินอาจพิจารณาวงเงินได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้ บสย.

ในสถานการณ์แบบนี้ เจ้าของกิจการควรเปรียบเทียบเรื่องต้นทุน เงื่อนไข และความยืดหยุ่นของวงเงินเพิ่มเติม

เหตุผลคือการใช้ บสย. อาจมีค่าธรรมเนียมค้ำประกันตามเงื่อนไขของแต่ละโครงการ ขณะที่แบบไม่มี บสย. ก็อาจมีต้นทุนและเงื่อนไขในรูปแบบอื่น

ดังนั้น ไม่ควรตั้งสมมติฐานว่า

“มี บสย. = แพงกว่าเสมอ”

หรือ

“ไม่มี บสย. = ถูกกว่าเสมอ”

ต้องนำต้นทุนทั้งหมดมาเปรียบเทียบในบริบทของวงเงินจริงที่ธุรกิจได้รับ

อย่าดูดอกเบี้ยอย่างเดียว ต้องดู “ต้นทุนของการได้วงเงินไม่พอ” ด้วย

สมมติธุรกิจต้องการเงินหมุนเวียนจริง 2 ล้านบาท

ทางเลือก A ไม่มี บสย. และได้รับวงเงิน 1 ล้านบาท

ทางเลือก B มีโครงสร้าง บสย. ค้ำประกัน และได้รับการพิจารณาวงเงิน 1.8 ล้านบาท แต่มีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมตามเงื่อนไขโครงการ

ถ้ามองเฉพาะค่าใช้จ่ายบนกระดาษ ทางเลือก A อาจดูต้นทุนต่ำกว่า

แต่ต้องถามต่อว่า เงิน 1 ล้านบาทที่ขาดไปส่งผลอย่างไรต่อกิจการ

หากบริษัทต้องลดคำสั่งซื้อสินค้า ทำให้เสียยอดขายเดือนละ 300,000 บาท หรือไม่สามารถรับคำสั่งซื้อใหม่ได้ ต้นทุนที่แท้จริงไม่ได้มีเพียงดอกเบี้ยหรือค่าธรรมเนียม

ยังมี “ค่าเสียโอกาส” จากการมีเงินไม่พอใช้ด้วย

กลับกัน หากกิจการต้องการจริงเพียง 1 ล้านบาท แต่สามารถขอได้ 1.8 ล้านบาท การรับวงเงินเพิ่มเพียงเพราะได้รับโอกาสพิจารณาก็ไม่จำเป็นเสมอไป

สิ่งที่ควรหาให้ได้ก่อนคือ วงเงินที่ธุรกิจต้องใช้จริง

วิธีเปรียบเทียบที่ใช้งานได้จริง: ดู 4 ช่อง ไม่ใช่ดูชื่อผลิตภัณฑ์

เวลาเปรียบเทียบสินเชื่อ SME ดิฉันแนะนำให้ทำตารางง่าย ๆ เพียง 4 ช่อง

1. ธุรกิจต้องการเงินจริงเท่าไร

อย่าเริ่มจากวงเงินสูงสุดที่สามารถขอได้

ให้เริ่มจาก Cash Gap จริง

เช่น บริษัทต้องซื้อสินค้า 1.2 ล้านบาท มีเงินของตัวเองพร้อมใช้อยู่ 500,000 บาท และต้องสำรองค่าขนส่งอีก 200,000 บาท

ความต้องการจริงจึงอาจอยู่ประมาณ 900,000 บาท ไม่ใช่ 1.5 หรือ 2 ล้านบาท

2. ปัญหาหลักคืออะไร

ถ้าปัญหาคือหลักประกันไม่พอ แต่รายได้และกระแสเงินสดยังดี การมี บสย. อาจตอบโจทย์

ถ้าปัญหาคือกิจการมีภาระเดิมสูง รายได้ลดลง หรือกระแสเงินสดไม่พอ การเพิ่มผู้ค้ำประกันไม่ได้แก้ต้นเหตุ

ส่วนถ้ากิจการมีเครดิตและหลักประกันเพียงพออยู่แล้ว แบบไม่มี บสย. ก็อาจเป็นทางเลือกที่ควรเปรียบเทียบก่อน

3. ต้นทุนรวมทั้งหมดเท่าไร

อย่าดูเฉพาะอัตราดอกเบี้ย

ควรรวมค่าธรรมเนียมค้ำประกัน ค่าธรรมเนียมวงเงิน ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับหลักประกัน และค่าใช้จ่ายอื่นตามข้อเสนอของผู้ให้บริการ

จากนั้นจึงเปรียบเทียบต้นทุนตลอดช่วงเวลาที่คาดว่าจะใช้วงเงินจริง

4. เงื่อนไขไหนเหมาะกับ Cash Flow มากกว่า

กิจการค้าส่งที่ได้เงินจากลูกค้าทุก 45 วัน ย่อมมีความต้องการต่างจากบริษัทที่ซื้อเครื่องจักรแล้วใช้ 7 ปี

ดังนั้น ต่อให้ต้นทุนใกล้เคียงกัน ก็ยังต้องเลือกโครงสร้างที่สัมพันธ์กับรอบเงินของกิจการด้วย

Case Study: บริษัทเดียวกัน ลองเทียบสองทางเลือก

สมมติบริษัท A ทำธุรกิจค้าส่ง มียอดขายประมาณ 3 ล้านบาทต่อเดือน

ลูกค้าจ่ายเฉลี่ย 45 วัน

Supplier ให้เครดิต 20 วัน

ทำให้กิจการต้องรองรับช่องว่างประมาณ 25 วัน

เมื่อคำนวณต้นทุนสินค้า ค่าแรง และค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายก่อน พบว่าต้องการวงเงินจริงประมาณ 1.2 ล้านบาท

บริษัทไม่มีอสังหาริมทรัพย์ในชื่อบริษัท และเจ้าของไม่ต้องการนำทรัพย์สินส่วนตัวทั้งหมดมาใช้

ลองสมมติว่ามีสองทางเลือก

ทางเลือกแรก เป็นสินเชื่อที่ไม่มี บสย. ค้ำประกัน พิจารณาวงเงินได้ 700,000 บาท

ทางเลือกที่สอง ใช้โครงสร้างที่มี บสย. ค้ำประกัน และมีโอกาสจัดวงเงินได้ใกล้กับ 1.2 ล้านบาทมากขึ้น โดยมีค่าธรรมเนียมค้ำประกันเพิ่มเติมตามเงื่อนไข

ถ้ามองเฉพาะ “ค่าใช้จ่ายเพิ่ม” ทางเลือกแรกดูน่าสนใจ

แต่ถ้ามองการดำเนินธุรกิจ ต้องถามว่า 700,000 บาทพอหรือไม่

หากบริษัทต้องซื้อสินค้ารอบหนึ่ง 900,000 บาท และยังต้องสำรองค่าแรงกับค่าขนส่งอีก 300,000 บาท การมีเพียง 700,000 บาทอาจทำให้ธุรกิจต้องลดปริมาณคำสั่งซื้อ

ตรงนี้ทำให้เห็นว่า การตัดสินใจไม่ควรดูเพียงว่าแบบไหนมีค่าธรรมเนียมน้อยกว่า

ต้องดูว่า แต่ละโครงสร้างช่วยให้กิจการมีเงินเพียงพอกับรอบธุรกิจหรือไม่

แต่ถ้าบริษัทคำนวณแล้วว่าต้องการจริงเพียง 650,000 บาท ทางเลือกแรกก็อาจเพียงพอและไม่มีเหตุผลต้องเพิ่มโครงสร้างโดยไม่จำเป็น

นี่คือเหตุผลที่คำว่า “เหมาะกว่า” ไม่มีคำตอบเดียวสำหรับทุก SME

มี บสย. ไม่ได้หมายความว่าเงื่อนไขอื่นจะถูกมองข้าม

ความเข้าใจผิดที่ควรระวังคือ เมื่อมี บสย. ค้ำประกันแล้ว สถาบันการเงินจะไม่สนใจ Statement งบการเงิน ภาระเดิม หรือความสามารถในการชำระ

ในความเป็นจริง เรื่องเหล่านี้ยังมีความสำคัญ

สมมติบริษัทต้องการ 1 ล้านบาท แต่มีรายได้เข้าบัญชีเพียงประมาณ 500,000 บาทต่อเดือน และหลังหักค่าใช้จ่ายแทบไม่มีเงินเหลือ

กรณีนี้ปัญหาไม่ใช่หลักประกันอย่างเดียว

ต่อให้มีเครื่องมือช่วยเรื่องการค้ำประกัน คำถามสำคัญก็ยังคงอยู่ คือกิจการจะนำเงินจากไหนมารองรับภาระใหม่

ดังนั้น ดิฉันจะแยกเป็นสองคำถามเสมอ

หนึ่ง ธุรกิจมีความสามารถรองรับวงเงินจริงหรือไม่

และ

สอง ถ้ารองรับได้แล้ว มีหลักประกันเพียงพอหรือไม่

บสย. เกี่ยวข้องกับคำถามที่สองมากกว่า แต่ไม่สามารถแทนคำตอบของคำถามแรกได้

แบบไม่มี บสย. ก็ไม่ได้หมายความว่าจะง่ายกว่าหรือเร็วกว่าเสมอ

อีกเรื่องที่ไม่ควรนำมาเป็นเกณฑ์หลักคือความเชื่อว่า แบบไม่มี บสย. ต้องเร็วกว่าทุกกรณี เพราะมีขั้นตอนน้อยกว่า

ความเร็วในการพิจารณายังขึ้นอยู่กับคุณภาพของข้อมูลกิจการอย่างมาก

ธุรกิจที่มี Statement ชัดเจน งบสอดคล้องกับยอดขาย เอกสารภาษีตรงกัน และสามารถอธิบายวัตถุประสงค์ของวงเงินได้ ย่อมช่วยให้ผู้วิเคราะห์เข้าใจเคสได้เร็วกว่า

ในทางกลับกัน หากรายได้เข้าหลายบัญชี ตัวเลขยอดขายไม่สัมพันธ์กับเอกสาร หรือเจ้าของยังตอบไม่ได้ว่าจะนำเงินไปใช้อะไร การไม่มี บสย. ก็ไม่ได้ทำให้ข้อมูลเหล่านั้นชัดขึ้น

ดังนั้น ความเร็วควรเกิดจาก ข้อมูลพร้อมและโครงสร้างชัด ไม่ใช่จากการเลือกชื่อผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียว

ถ้าจะเลือก ให้เริ่มจากคำถามนี้: “ธุรกิจขาดหลักประกัน หรือขาดความสามารถในการรองรับวงเงิน?”

นี่เป็นคำถามที่ดิฉันมองว่าช่วยแยกสองทางเลือกได้ดีที่สุด

หากธุรกิจมีรายได้จริง กระแสเงินสดยังรองรับได้ แต่ทรัพย์สินที่สามารถนำมารองรับวงเงินไม่เพียงพอ การพิจารณาโครงสร้างที่มี บสย. ค้ำประกันก็มีเหตุผล

แต่ถ้าธุรกิจมีเครดิตดี รายได้สม่ำเสมอ มีหลักประกันหรือโครงสร้างอื่นเพียงพอ และสามารถได้วงเงินที่ต้องการอยู่แล้ว ก็ควรนำข้อเสนอแบบไม่มี บสย. มาเปรียบเทียบต้นทุนและเงื่อนไข

ส่วนกรณีที่กิจการมีกระแสเงินสดไม่พอ ขาดทุนต่อเนื่อง หรือมีภาระเดิมสูง ปัญหาอาจต้องแก้ที่ตัวธุรกิจก่อน ไม่ใช่เริ่มจากการเลือกว่าจะมีหรือไม่มี บสย.

สรุป: ไม่มีแบบไหนดีกว่าเสมอ แต่มีแบบที่ “ตรงปัญหา” มากกว่า

การเปรียบเทียบสินเชื่อเพื่อธุรกิจแบบมี บสย. ค้ำประกันกับแบบไม่มี บสย. ไม่ควรจบที่คำถามว่าแบบไหนได้วงเงินง่ายกว่า หรือแบบไหนเสียค่าธรรมเนียมน้อยกว่า

ควรดูพร้อมกันว่า

ธุรกิจต้องการเงินจริงเท่าไร

กระแสเงินสดรองรับได้หรือไม่

ติดข้อจำกัดเรื่องหลักประกันหรือไม่

ต้นทุนรวมของแต่ละทางเลือกต่างกันเท่าไร

และวงเงินที่ได้รับเพียงพอกับรอบดำเนินงานจริงหรือไม่

ถ้ากิจการมีศักยภาพแต่หลักประกันไม่พอ บสย. สามารถเป็นเครื่องมือช่วยเติมช่องว่างด้านความเสี่ยงได้

แต่ถ้ากิจการมีโครงสร้างแข็งแรงอยู่แล้ว การไม่มี บสย. ก็อาจเหมาะกว่าในบางกรณี

ดังนั้น ก่อนเลือกสินเชื่อ SME อย่าเริ่มจากคำว่า “แบบไหนดีที่สุด”

ให้เริ่มจากคำถามว่า

“ข้อจำกัดจริงของธุรกิจเราอยู่ตรงไหน”

เมื่อรู้คำตอบ การเลือกระหว่างมี บสย. ค้ำประกันกับไม่มี บสย. จะชัดขึ้น และช่วยให้ธุรกิจมองวงเงินในฐานะเครื่องมือทางการเงิน ไม่ใช่เพียงจำนวนเงินที่ต้องการได้รับ

หากต้องการดูรายละเอียดต่อเกี่ยวกับหลักการค้ำประกัน ต้นทุน และกรณีที่เหมาะกับแต่ละรูปแบบ สามารถอ่าน แนวทางเปรียบเทียบสินเชื่อธุรกิจที่มีและไม่มี บสย. ค้ำประกัน เพิ่มเติมได้ที่ EasyCashflows

ผู้แต่ง :ที่ปรีกษาธุรกิจ
เมื่อ :2026-10-15 13:03:55
ลิงค์ :
ตอบด่วน
เนื้อหาตรงนี้ อย่างน้อย 10 ตัวอักษร นะครับ
โดย 5 ตัวอักษรขึ้นไป
คำถาม : 1สัปดาห์มีกี่วัน
ยกเลิก